ลองขับ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ เส้นทาง กรุงเทพฯ-ชลบุรี


บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เชิญ Carinner ร่วมทดสอบสมรรถนะการขับขี่ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ รถยนต์ครอสโอเวอร์ดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม บนเส้นทางจากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดชลบุรี

หลังจากรับฟังข้อมูลผลิตภัณฑ์ ณ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด (สาขาศรีอยุธยา) เราก็มีโอกาสได้ขับทดสอบ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่คันนี้ โดยแอดมิน ได้ขับรุ่น RS ท็อปสุด ที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตรอบคัน กันชนหน้า-หลัง ดุดันและสปอร์ตมากขึ้น กระจังหน้าดีไซน์ใหม่โครเมียมรมดำดูสปอร์ต ไฟหน้าโฉบเฉี่ยวขึ้นด้วยไฟแบบ Full LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED เหมือนกับรุ่นพี่ ๆ อย่าง แอคอร์ด ซีอาร์-วี และ ซีวิค ตกแต่งชายกันกระแทกด้านข้างสีดำแบบสปอร์ต มือจับเปิดประตูด้านหน้าแบบโครเมียมรมดำ กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ต พร้อมแป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต เรียกว่าจัดเต็มเรื่องของกรตกแต่งในสไตล์สปอร์ตรอบคันมีเพียงล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้ว ที่ยังไม่โดนใจแอดมิน ติดตั้งสัญลักษณ์ RS บนฝากระโปรงท้ายบ่งบอกรุ่นชัดเจน นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับสีใหม่ แดงแพสชั่น (มุก) อีกด้วย

ห้องโดยสารแต่งสปอร์ตเน้นโทนสีดำ คอนโซลหน้าที่หรูหราทันสมัยเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกรุ่นท็อปติดตั้งเบาะไฟฟ้าฝั่งคนขับให้ความสะดวกสบายยกระดับควมหรูหรา มีพื้นที่ใช้สอยและพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ มาพร้อมเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่สามารถปรับพับได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode รองรับการขนย้ายสัมภาระที่หลากหลายในทุกรูปแบบ ก่อนออกเดินทาง สื่อมวลชนได้เลือกสิ่งของที่ตรงตามไลฟ์สไตล์ เพื่อนำไปใส่ในห้องสัมภาระด้านท้ายให้เหมาะสม โดยคณะสื่อมวลชนได้ลองปรับพับเบาะนั่งอเนกประสงค์ใน 3 รูปแบบที่แตกต่างกัน ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในทุกรูปแบบได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ที่สำผัสได้คือเสียงในห้องโดยสารท่น้อยลงกว่ารุ่นเดิม จากการแดมป์ติดตั้งเพิ่มอุปกรณ์ซับเสียงภายในรถหลายจุด

 

เส้นทางทดสอบสู่จังหวัดชลบุรี สามารถสัมผัสกับการตอบสนองของสมรรถนะเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที รองรับพลังงานทางเลือก E85 มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม

จากการทดลองขับ วิ่งจากในเมือง ผ่านมอเตอร์เวย์ ต้องบอกว่า เป็ฯรถท่เทให้มีการตอบสนองการขับขี่ท้งในและนอกเมืองได้ดีอยู่แล้ว สำหรับเครื่องยนต์บล็อคนี้ ในเมืองก็ออกตัวอย่างกระฉับกระเฉง นอกเมืองก็วิ่งในระยะทำการ 100-120 กม./ชม. ได้อย่างสบาย ส่วนเร่งทางยาวทะลุ 150 กม./ชม. ได้สบาย ๆ
ระบบรองรับด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังยังเป็ฯแบบทอร์ชันบีมพร้อม H-shape ส่วนระบบเบรกหน้าฝหลังเป็นดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ เรียกว่าช่วงล่างและเบรกยังเป็นเหมือนรุ่นเดิมที่ให้ความั่นใจในการเบรกและช่วงล่างท่แนนหนึบมาตั้งแต่รุ่นแรกแล้ว แต่แอดมินยังจับความรู้สึกถึงความนุ่มนวลของช่วงล่างที่ให้ความนุ่มนวลและนั่งสบายมากขึ้น ไม่แน่ใจว่าเปนในเรื่องของการเลือกใช้ยางรุ่นใหม่และล้อชุดใหม่หรือไม่ โดยล้อและยางขนาด 215/55R17

ติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่อันล้ำสมัย อาทิ ระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (CTBA – City Brake Active System) ซึ่งระบบจะทำงานในช่วงความเร็วระหว่าง 5 – 30 กม./ชม. โดยจะส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจพบความเสี่ยงที่จะเกิดดอุบัติเหตุทางด้านหน้า หากผู้ขับขี่ยังไม่ทำการเหยียบเบรก ระบบจะทำการเบรกรถให้อัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) และระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง เป็นต้น และครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยในทุกรุ่น อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) และกล้องส่องภาพด้านหลัง ปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera) เป็นต้น

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น E ราคา 949,000 บาท รุ่น EL ราคา 1,059,000 บาท และรุ่น RS ราคา 1,119,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี พร้อมสีใหม่ แดงแพสชั่น (มุก) และอีก 4 สี ได้แก่ ขาวออร์คิด (มุก) ดำคริสตัล (มุก) เงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก)

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ ดูเหมือนเป็นการพัฒนาและเพิ่มอุปกรณ์ที่ทันสมัยเข้ามาภายใต้โครงสร้างหลักเดิม ซึ่งทำให้รถรุ่นนี้โดดเด่นมากขึ้้นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งที่ทันสมัยและพรีเมี่ยมเพิ่มรุ่นตกแต่งสปอร์ตสำหรบในรุ่นท็อป ให้ทั้งระบบความปลอดภัยและความสะดวกสบายที่มากขึ้น เรียกได้ว่าตลาดรถยนต์ครอสส์โอเวอร์เซ็กเมนท์นี้ยังขับเคี่ยวกันสนุกแน่นอน อยู่แบรนด์ไหนจะได้ใจลูกค้าไปเท่านั้นเอง